คบและเคารพมิตรดี : ดินแสงธรรม กล้าจน

การที่เรามาอยู่ในหมู่มิตรดีนี่แหละมันทำให้เรารู้สึกอบอุ่นแบบนี้ การที่เราคบและเคารพมิตรดีนี่แหละ มันคือทางที่เราจะพัฒนาตัวเอง ขึ้นไปสู่จุดที่เราจะเป็นสุขมากขึ้นๆ ความทุกข์ในชีวิตเราจะได้ลดลง ๆ

เพราะว่าอย่างแรกเนี่ย เราไปคบกับสิ่งตรงกันข้ามมามากมายนะก่อนหน้านี้ หนูไปเขารบอะไรบ้าง เราไปเคารพกาแฟเราไปเคารพอาหารอร่อย เราไปเคารพอะไรที่มันทำให้เราเสื่อมอยู่ตลอดเวลาเลยนะ

แต่พอเรามาอยู่ในหมู่มิตรดีเนี่ย เราก็เปลี่ยนใหม่ไง เปลี่ยนมาเคารพหมู่มิตรดี หมายความว่าเราก็มาลดละเลิกความติดความยึด ความอยาก

ความอยากนี่มันทุกข์เนาะ ถ้าเราอยากกินกาแฟอยู่แล้วมันไม่ได้กินอ่ะเคยเป็นไหม มันจะดิ้นรนมันจะรู้สึกถ้าได้กินมันจะเป็นสุข สุขหนอสุขหนอ

นี่แหละมันคือความทุกข์ ที่เราได้มาเห็นที่นี่ที่หมู่มิตรดีนี่ การที่เรามาเห็นว่ามันทุกข์แล้วเราอยากจะออกนี่มันเป็นทุกข์ ที่เนกขัมมะเนาะ ทุกที่เราอยากออก

มันรู้สึกว่าได้พลังกับหมู่นี่แหละ จากความตั้งใจที่จะออก หมู่ก็ช่วยกันผลักช่วยกันดันช่วยกันขัดช่วยกันเกลา จนความรู้สึกอยากมันลดลงไป ๆๆๆ จนไม่เหลือความอยาก

มันคือความสุข ความสุขที่เราเลิกคบสิ่งนั้นแล้วมาคบสิ่งนี้ เลิกคบกับกาแฟแล้วมาคบกับหมู่มิตรดี ตรงนี้แหละ ไม่รู้จะบอกว่าสุขยิ่งกว่าสุขมันคืออะไร

มันก็คืออย่างนี้แหละต้องมาสัมผัสเอง มาอยู่ในหมู่ในกลุ่มนี้ค่ะ มันถึงจะได้สัมผัสสิ่งนี้ เพราะว่าทุกคนก็ทำแบบนี้ไง เขาก็ให้คำแนะนำเราได้ เขาก็บอกเราได้แล้วเขาก็เป็นผลที่ทำได้จริงใช่ไหม เขาก็มาบอกเราเราก็ทำตาม เราก็ทำได้จริงๆ อย่างนี้ค่ะ

อันนี้มันคือสุดยอดของการได้พบหมู่มิตรดีค่ะ ผลมันเป็นอย่างนี้ค่ะ

ดินแสงธรรม กล้าจน
จิตอาสาสวนป่านาบุญ ๑
ณ พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ
ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
บันทึก: การบำเพ็ญ: กันยายน 2562

หน้ารวมเนื้อหา คบและเคารพมิตรดี

โสดดีหรือมีคู่ : ศิริพร คำวงษ์ศรี

ศิริพร คำวงษ์ศรี

ศิริพร คำวงษ์ศรี ชื่อเล่น:หมู ชื่อทางธรรม:มั่นผ่องพุทธ เพศ:หญิงอายุ:33 ปี สังกัดที่บำเพ็ญ:สวนป่านาบุญ 9 สถานภาพ:โสดแต่เคยมีแฟน
รู้จักและปฏิบัติตามหลักแพทย์วิถีธรรมมาแล้วเป็นระยะเวลา:2 ปี

ก่อนพบแพทย์วิถีธรรม ท่านมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการอยู่เป็นโสดหรือมีคู่อย่างไร?
การมีคู่ คือ การมีคู่คิด คู่กายเพื่อปฏิบัติธรรมและทำสิ่งดีๆด้วยกัน
หลังพบแพทย์วิถีธรรม ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?
ก็ยังมีกิเลสอยากมีคู่ เพราะยังหลงชอบบรรยากาศหวานๆ เวลามีคู่ แต่ก็คอยสู้กิเลสไปตามลำดับ และเริ่มรู้สึกว่าการมีคู่ เป็นบ่วงภาระ ห่วงหาอาทรเป็นทุกข์ที่ทำให้กังวล และเป็นเหตุให้ปฏิบัติธรรมล่าช้า
ท่านมีการปฏิบัติต่อไปอย่างไร?
ก็ยังจะต้องพยายามสู้กับกิเลสไปเรื่อยๆไม่ให้ยินดีกับการมีคู่ สัมผัสได้ว่าการเป็นโสดนั้นเบาสบาย เป็นอิสระในการทำสิ่งดีๆให้กับตนเองและผู้อื่น ไม่เหนี่ยวนำผู้อื่นให้อยากมีคู่ เพราะเป็นการเพิ่มวิบากถ้วนหน้า

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

เปมโต ชายตี โสโก เปมโต ชายตี ภยํ
เปมโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ.

ความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก ภัยย่อมเกิดแต่ความรัก;
ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากความรัก,
ภัยจักมีแต่ไหน.

เรื่องนางวิสาขาอุบาสิกา [๑๖๗]

วิสาขาสูตร

มิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล หลานของนางวิสาขามิคารมารดาเป็นที่รักที่พอใจ ทำกาละลง ครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมารดามีผ้าเปียก ผมเปียกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับในเวลาเที่ยง ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะนางวิสาขามิคารมารดาว่า เชิญเถิดนางวิสาขา ท่านมาแต่ไหนหนอ มีผ้าเปียก มีผมเปียก เข้ามา ณ ที่นี้ในเวลาเที่ยง

นางวิสาขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลานของหม่อมฉัน เป็นที่รักที่พอใจ ทำกาละเสียแล้ว เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงมีผ้าเปียกมีผมเปียก เข้ามา ณที่นี้ในเวลาเที่ยง เจ้าค่ะ ฯ

พ. ดูกรนางวิสาขา ท่านพึงปรารถนาบุตรและหลานเท่ามนุษย์ในพระนครสาวัตถีหรือ
วิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ หม่อมฉันพึงปรารถนาบุตรและหลานเท่ามนุษย์ในพระนครสาวัตถี เจ้าค่ะ ฯ
พ. ดูกรนางวิสาขา มนุษย์ในพระนครสาวัตถีมากเพียงไร ทำกาละอยู่ทุกวันๆ ฯ
วิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มนุษย์ในพระนครสาวัตถี ๑๐ คนบ้าง ๙ คนบ้าง ๘ คนบ้าง ๗ คนบ้าง ๖ คนบ้าง ๕ คนบ้าง ๔ คนบ้าง ๓ คนบ้าง ๒ คนบ้าง๑ คนบ้าง ทำกาละอยู่ทุกวันๆ ฯ
พ. ดูกรนางวิสาขา ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านพึงเป็นผู้มีผ้าเปียกหรือมีผมเปียกเป็นบางครั้งบางคราวหรือหนอ ฯ
วิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่ใช่อย่างนั้น เจ้าค่ะ พอเพียงแล้วด้วยบุตรและหลานมากเพียงนั้นแก่หม่อมฉัน ฯ

พ. ดูกรนางวิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑๐๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑๐๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๙๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๙๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๘๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๘๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๗๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๗๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๖๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๖๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๕๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๕๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๔๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๔๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๓๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๓๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๒๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๒๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑๐ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑๐

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๙ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๙

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๘ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๘

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๗ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๗

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๖ ผู้นั้นก็มี ทุกข์ ๖

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๕ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๕

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๔ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๔

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๓ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๓

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๒ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๒

ผู้ใดมีสิ่งที่รัก ๑ ผู้นั้นก็มีทุกข์ ๑

ผู้ใดไม่มีสิ่งที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์ เรากล่าวว่า ผู้นั้นไม่มีความโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่มีอุปายาส ฯ

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ความโศกก็ดี ความร่ำไรก็ดี ความทุกข์ก็ดี มากมายหลายอย่างนี้มีอยู่ในโลก เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก เมื่อไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก ความโศก ความร่ำไร
และความทุกข์เหล่านี้ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้นแล ผู้ใดไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักในโลกไหนๆ ผู้นั้นเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความโศก เพราะเหตุนั้น ผู้ปรารถนาความไม่โศก อันปราศจากกิเลสดุจธุลี ไม่พึงทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก ในโลกไหนๆ ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ วิสาขาสูตร ข้อ ๑๗๖